วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อารมณ์ขันบำบัดสุขภาพใจ

ส่วนที่เหลือ วันเวลาในแต่ละวันที่ผ่านไป หลายคนมีความสุขจนล้นเหลือ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ดูจะไม่ค่อยมีความสุขเลย สาเหตุที่ทำให้ไม่มีความสุขนั้น มาจากหลายสาเหตุ แต่ก็มีอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เป็นอย่างนั้นได้นั่น คือ "ความเครียด" และวิธีคลายเครียดอีกวิธีหนึ่งก็คือ กรมีอารมณ์ขัน ถ้าวันๆ คุณไม่ได้หัวเราะกับใครเขาเลย นั่นแหละค่ะคุณกำลังป่วยอยู่นะคะ และจงเปลี่ยนเถอะค่ะ เพราะอารมณ์ขันถูกพิสูจน์แล้วว่า เป็นยาวิเศษที่ช่วยบกบัดโรคได้
นายแพทย์ Normal Cousins เป็นคนแรกที่เขียน เกี่ยวกับการอาการป่วย ankylosing spondlitis ของเขา ซึ่งทำให้เขาเจ็บปวด เนื่องจากเนื้อเยื่อกระดูกสันหลัง ที่เชื่อมโยงกันผิดปกติไป โรคนี้พบได้น้อยมาก และเขาได้ทดลองใช้ อารมณ์ขันในการบำบัดตัวเอง เขาพบว่า หลังจากหัวเราะงอหายอยู่สัก 15 นาที จะช่วยให้เขาลดความเจ็บปวดลงได้ ถึง 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ ตัวอย่างเลือดยังแสดงผลว่า การอักเสบลดลงด้วย แล้วในที่สุดเขาก็หายป่วย จนกระทั่งเขา เผยแพร่เรื่องนี้ในบทความอันโด่งดังชื่อ "Anatomy of an illness"
หลังจากนั้น มีการศึกษาเรื่องอารมณ์ขัน ช่วยบำบัดอาการป่วยอย่างกว้างขวาง จนทุกวันนี้ ความสนใจเรื่องผลกระทบ จากอารมณ์ขันรุดหน้าไปมาก และจัดเป็นความรู้หนึ่งในสาขา Psychoneuro-immunology ซึ่งศึกษาเรื่องปัจจัยทาง จิตวิทยา สมอง และระบบภูมิชีวิตที่ตอบสนองต่อสุขภาพ
ในอินเดียถึงขนาดมีการตั้ง "ชมรมหัวเราะ" ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคน จะมาพูดคุยและหัวเราะกันในตอนเช้า ข่าวว่ากิจการ ของชมรมได้ผลดีมาก จนกระทั่งดังพอๆ กับชมรมโรตารี่ของอเมริกาเชียวละ
การหัวเราะเป็นภาษาสากล และเป็นการติดต่อทางอารมณ์ด้วย (สังเกตดูว่าเวลาเห็นคนอื่นหัวเราะ คุณมักจะ หัวเราะตาม) การหัวเราะเป็นความสนุกสนานโดยธรรมชาติ ทำให้ผู้คนหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน ทำลายกำแพงเฉพาะตัว และที่ดีที่สุดคือ การหัวเราะไม่มีผลข้างเคียง ที่ทำความเสียหายใดๆ ต่อร่างกายเลย
มาดูว่าอารมณ์ขันและการหัวเราะ มีผลอย่างไนต่อร่างกายเรา (จากหลักฐานที่มีการพิสูจน์แล้ว)


ความดันโลหิตลดลง


ฮอร์โมนเกี่ยวกับความเครียดลดลง ขณะเดียวกันการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ก็เป็นปกติ


กระตุ้นระบบภูมิชีวิต (Immune system) ทำให้ T-celll ซึ่งเป็นทหารประจำตัว คอยกำจัดเชื้อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงแอนติบอดีอื่นๆ ในร่างกายด้วย


คลายความเจ็บปวด อารมณ์ขันทำให้ผู้ป่วยลืมความเจ็บปวด และยังกระตุ้นการสร้างเอนดอร์ฟินในร่างกาย ซึ่งเป็นฮอร์โมนระงับปวดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว


กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ขณะที่คุณหัวเราะ กล้ามเนื้ออื่นๆ ที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการหัวเราะ จะผ่อนคลาย และเมื่อ หยุดหัวเราะ กล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กับการหัวเราะ ก็จะผ่อนคลาย เป็นการทำงานสองขั้นตอนเชียวนะ


หายใจดีขึ้น การหัวเราะบ่อยๆ ทำให้ปอดโล่ง หายใจได้ลึกขึ้นดีมากๆ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการหายใจ
นอกจากนี้ การหัวเราะทำให้เรารู้สึกดีกับการมีชีวิตอยู่ คนที่สามารถสร้างอารมณ์ขัน และหัวเราะได้ ในยามที่ต้อง เผชิญสถานการณ์ที่เลวร้าย เช่น ป่วยด้วยโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ว เป็นต้น นับว่าเป็นความกล้าหาญ และจะทำให้ผู้นั้น รู้สึกถึงพลังในตัวเอง นอกจากให้ผลดีทางกาย อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น ผู้ป่วยยังคลายความเศร้าหมอง และช่วยเปิดทัศนคติในการมองโลก ด้วยแง่มุมที่กว้างขึ้น และเป็นไปในทางบวก
ทันทีที่คุณคิดถึงเรื่องโจ๊ก ตลกโปกฮา สมองซีกซ้ายจะเริ่มทำหน้าที่ คิดวิเคราะห์จัดสรรถ้อยคำ ต่อมาสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ จะเริ่มตอบสนองโดยพลัน ชั่วครู่สมองซีกขวา จะร่วมปะติดปะต่อเรื่องราวพริบตาเดียว คลื่นสมองจะเพิ่มขึ้น และแพร่ขยายไปทั่วบริเวณของสมอง ก่อนที่จะเล่าเรื่องโจ๊กนั้นออกมาเสียอีก แล้วในที่สุด ก็ระเบิดเป็นการหัวเราะนั่นเอง
อารมณ์ขัน จึงทำให้สมองแทบทุกส่วน ได้ทำงานประสานกันยิ่งกว่ากิจกรรมหลายๆ อย่างที่ทำกันเสียอีก ฉะนั้น เวลาไปเยี่ยมคนไข้ครั้งต่อไป แทนที่จะมัวจับเจ่า พาให้คนไข้เศร้าไปด้วย โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร จงเปลี่ยนมาหัวเราะ ร่วมกับเขาดีกว่า ถึงใครจะว่าผิดกาลเทศะ แต่คู้รู้นี่ว่า คนไข้กำลังได้รับยาวิเศษ

Read More

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

ดูแลสิวแบบธรรมชาติ

เพิ่มกระเทียม กระเทียมทำลายแบคทีเรียที่อาจทำให้เกิดสิว และยังเพิ่มภูมิคุ้มกันของผิวหนังอีกด้วย คุณอาจกินกระเทียมสดหรือกินกระเทียมแบบเม็ดก็ได้
ส่วนที่เหลือ อบไอน้ำวิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่เป็นสิวอักเสบ แต่อาจทำให้สดชื่นและทำให้ผิวสะอาดขึ้นสำหรับผู้ที่เป็นสิวไม่มากนัก ลองใช้ลาเวนเดอร์ร่วมด้วย เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ผิวหนัง วิธีการคือ ใส่ลาเวนเดอร์แห้ง 2-4 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำประมาณ 2 ลิตร ต้มจนเดือนแล้วเอาหน้าอังไอน้ำที่พวยพุ่งออกมาเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นเช็ดใบหน้าด้วยน้ำเย็นแล้วซับให้แห้ง กินอาหารที่มีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) อาหารอย่างเช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มีกรดออกซาลิกที่ช่วยในการรักษาสิว

Read More

วิธียืดอายุให้ต้นไม้

การรดน้ำ ควรรดในตอนเช้าหรือเย็น ช่วงที่อากาศไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งเวลาที่เหมาะสม คือ 6.00-8.00 น. และ 17.00-21.00 น. ไม่ควรรดน้ำในตอนกลางวันที่แดดจัด เพราะเหมือนกับการเอาน้ำร้อนมารดต้นไม้ อาจรดวันละครั้งในปริมาณที่มากกว่าปกติ หรือรดวันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น วิธีรดควรรดรอบโคนต้นไม้ให้ชุ่มและรดพุ่มใบ ด้วยเพื่อให้ใบพืชซึมซับน้ำ เข้าทาง ปากใบ และลดการคายน้ำ

ส่วนที่เหลือ การใส่ปุ๋ย พยายามอย่าให้เม็ดปุ๋ยติดค้างอยู่ที่ใบและยอด เพราะจะทำให้เกิดอาการใบไหม้ได้ หรือใส่ก่อนรดน้ำ สำหรับการใส่ปุ๋ยทางใบและฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อนจัด จะทำให้ใบไหม้และไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะในช่วงที่อากาศร้อน ปากใบพืชจะปิด การใส่ปุ๋ยไม่ควรใส่บ่อยเกินไป พรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำ จะทำให้ดินโปร่ง มีช่องว่างในเนื้อดินดูดซับน้ำไว้ได้มาก ทำให้น้ำซึมซับลงในดินในระดับที่ลึกกว่าปกติ ถ้าดินแห้งเกินไปอาจใช้วัสดุมาคลุมแปลงหรือโคนต้น ช่วยดูดซับน้ำ เช่น กาบมะพร้าวสับหรือหญ้าที่แห้ง ควรมีการตัดแต่งกิ่ง ที่ไม่มีความจำเป็นออก เพื่อลดการคายน้ำของพืช

Read More

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552


เครื่องปรุง ไข่ไก่ , เนื้อหมู , มะเขือเทศ , หอมใหญ่ ,น้ำปลา , น้ำตาลมะพร้าววิธีทํา1.ไข่ล้างเปลือกสะอาดตีให้เข้ากัน2.เนื้อหมูล้างสับละเอียด3.มะเขือเทศ หอมใหญ่ ล้างซอยเล็กๆ4.ตั้งกระทะใส่นํามัน ผัดหมู หอมใหญ่ มะเขือเทศ ใส่นําปลา นําตาล นํามันที่เหลือลอกไข่เป็นแผ่นใส่ไส้ตรงกลางพับริมทั้ง4ด้านเข้าหากัน

Read More

แนะนำวัดในจ.ลำพูน


วัดพระยืน
ตั้งอยู่ที่ 1 หมู่ 1 บ้านพระยืน ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง มีชื่อเดิมว่า วัดพฤทธมหาสถาน ซึ่งพระเจ้าธรรมมิกราช กษัตริย์หริภุญชัย เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1606-1611 พระเจดีย์วัดพระยืนเป็นพระเจดีย์ทรงมณฑป มีพระพุทธรูปยืนทั้งสี่ทิศ เครื่องบนประกอบด้วยเจดีย์ห้ายอด โดยมีเจดีย์ทรงระฆังและเจดีย์ทรงกลมขนาดเล็กเป็นประธาน คล้ายคลึงกับอานันทเจดีย์ที่เมืองพุกาม และพระเจดีย์วัดป่าสัก จังหวัดเชียงราย
วัดมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย หมู่ที่ 9 บ้านหนองปู (ห้วยต้ม) ตำบลนาทราย อำเภอลี้ คล้ายชเวดากอง จำลอง เป็นสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนาศิลปะล้านนาที่สร้างด้วยศิลาแลงทั้งองค์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ฐานกว้าง 40 x 40 หรือเท่ากับ 1ไร่ ส่วนสูงจากบัวยอดฉัตรลงมาถึงพื้นยาว 64.39 เมตร ผู้ริเริ่มให้มีการออกแบบและการสร้างคือ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา เพื่อให้เป็นพุทธเจดีย์ของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์อันจะเป็นพุทธเจดีย์ของภัทรกัปให้ลูกหลานคนไทยได้กราบไหว้เป็นแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นแห่งที่สองของโลก

Read More

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

สวยด้วยดินสอพอง

ปัจจุบันแม้วิทยาการด้านเครื่องสำอางจะล้ำหน้าจนคนส่วนใหญ่ละเลยการใช้ดินสอพองไปมาก แต่ด้วยกระแสการหันกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และสรรพคุณอันมากค่าของดินสอพองทำให้ดินสอพองกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง และยังมีการคิดค้นสูตรประทินผิวด้วยดินสอพองขึ้นมากมายหลายสูตร เช่นสูตรที่นำเสนอต่อไปนี้ ได้นำเอาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในด้านบำรุงผิวพรรณมาผสมกับดินสอพองเพื่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มมากขึ้นค่ะ แต่ก่อนที่จะนำดินสอพองมาทำเครื่องประทินโฉมต่างๆ นั้นเราควรทำให้ดินสอพองสะอาดเสียก่อน เพราะดินสอพองที่ขายอยู่ตามท้องตลาดส่วนใหญ่มักไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ จึงอาจมีเชื้อโรคเจือปนอยู่ทำให้เกิดอาการคันหรือผิวหนังอักเสบได้
วิธีทำให้ดินสอพองสะอาดขึ้นนั้นไม่ยากเรียกว่าการ "สะตุ" วิธีสะตุ เพียงนำดินสอพองใส่หม้อดินปิดฝาหม้อแล้วยกขึ้นตั้งไฟทิ้งไว้จนกว่าดินสอพองจะร้อนระอุเต็มที่แล้วจึงยกลง ทิ้งไว้ให้เย็นจากนั้นก็นำมาใช้ได้ ดินสอพองสะตุนี้ถ้าเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดก็จะเก็บไว้ได้นาน โดยไม่ต้องมาเสียเวลาสะตุทุกครั้งที่ต้องการใช้
สูตรน้ำมะนาว : สูตรนี้ผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน
ส่วนผสม : ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่ น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
วิธีทำ นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที หรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้
วิธีล้าง ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบาๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง ผิวหน้าจะเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ

Read More

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถั่วพู บำรุงกระดูก


ถั่วพู เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างแปลกไม่เหมือนใคร ลักษณะเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นเลื้อยได้ ส่วนที่เรานิยมนำมากินก็คือฝักที่มีความยาวประมาณ ๕-๖ นิ้ว และมี ๔ พู เป็นที่มาของชื่อถั่วพูรสชาติของถั่วพูนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะนำไปประกอบอาหารอะไรก็อร่อยไปหมด ไม่ว่าจะเป็นยำถั่วพู ทอดมัน หรือจะกินสดๆจิ้มน้ำพริกก็อร่อยได้ และประโยชน์ในการกินนอกจากจะทำให้อิ่มท้องอิ่มใจแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างวิตามิน เอ ซี และ อี และยังเป็นผักที่มีโปรตีนที่ช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันบางชนิดขึ้น รวมทั้งมีแร่ธาตุฟอสฟอรัสที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันรวมทั้งแก้อาการอ่อนเพลียได้ด้วยนอกจากนั้นการกินถั่วพูก็ยังมีกากใยอาหารมาก ทำให้ระบบขับถ่ายของเราเป็นไปอย่างปกติ ท้องไม่ผูก นอกจากนั้นแล้วหัวของถั่วพูก็สามารถนำไปตากแห้งแล้วคั่วไฟให้เหลืองนำมาชงเป็นน้ำดื่มชูกำลังสำหรับคนป่วยหรืออ่อนเพลียง่ายได้อีกด้วยทั้งอร่อยทั้งมีประโยชน์มากเลยทีเดียว

Read More

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เที่ยวกาฬสิน

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ตั้งอยู่ที่เชิงภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ สามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางกาฬสินธุ์-สหัสขันธ์ (ทางหลวง 227) ประมาณ 28 กิโลเมตร (ก่อนถึงสหัสขันธ์ 2 กิโลเมตร) มีทางแยกขวาไปวัดสักวันอีก 1 กิโลเมตร วัดนี้เป็นสถานที่ค้นพบกระดูกไดโนเสาร์จำนวนมาก โดยซากกระดูกบางส่วนได้นำมาจัดแสดงที่ศาลาวัด มีการจัดนิทรรศการแสดงความเป็นมาของการเกิดไดโนเสาร์ยุคต่างๆ รวมทั้งรูปภาพการขุดค้นพบซากกระดูกเหล่านี้ นอกจากนั้น ห่างจากศาลาวัดไปประมาณ 100 เมตร มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ฝังอยู่ในพื้นดินบริเวณเชิงเขา ได้รับการขุดแต่งโดยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี เป็นซาก กระดูกไดโนเสาร์ชนิดซอโรพอต ประมาณ 7 ตัว ซึ่งอยู่ในยุคครีเทเชียส อายุประมาณ 130 ล้านปี
และในพิพิธภัณฑ์ฯ ยังมีซากปลาโบราณพันธุ์ใหม่ของโลก ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดมีชื่อว่า "เลปิโดเทส" มีความยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตรอยู่ในยุคมีโซโซอิก หรือ 65 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับไดโนเสาร์ คาดว่า บริเวณที่พบคงเป็นบึงขนาดใหญ่ และเกิดภัยแล้งทำให้ปลาตาย และซากถูกโคลนทับไว้กลายเป็นฟอสซิลจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในบริเวณเดียวกัน ยังมีวัดสักกะวัน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อบันดาลฤทธิผล (หลวงพ่อบ้านด่าน) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สมัยทวารวดี ซึ่งชาวบ้านในท้องถิ่นถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

Read More

เที่ยวเมืองกาญจนบุรี

สถานที่ท่องเที่ยว ของ จ.กาญจนบุรี นั่นคือ ปิล๊อก ดินแดนแห่งตำนานเล่าขานทางประวัติศาสตร์ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ขอบอกว่าน่าสนใจและน่าเที่ยวมากๆ ว่าแล้วเราไปอ่าน บทความ ท่องเที่ยว แนะนำ สถานที่ท่องเที่ยว เรื่อง ปิล๊อก ในสายหมอกตลอดปี กันดีกว่า...
จากดินแดนแห่งตำนานเล่าขานทางประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กับสะพานข้ามแม่น้ำแคว การสังเวยชีวิตของเชลยศึกนับพันๆ คน ให้กับทางรถไฟสายมรณะ เป็นภาพที่ติดตราตรึงในความทรงจำของคนทั่วไปที่มีต่อจังหวัดกาญจนบุรี แม้ว่าปัจจุบันสถานที่ในประวัติศาสตร์เหล่านี้ จะเปลี่ยนสถานภาพตัวเองจากภาพรอยจารึกความโหดร้ายและความน่าเศร้าสลดใจ มาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อรำลึกถึงอดีต แต่ก็ยังเป็นความงดงามที่เจือความขมขื่น แต่ในอีกมุมหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี กลับให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่มีเรื่องเศร้าหรือร่องรอยสงครามมาหลอกหลอน ด้วยอากาศเย็นบนยอดดอย ทิวทัศน์สีเขียวของพรรณไม้บนแนวเทือกเขาตะนาวศรีที่ทอดยาวตั้งแต่ด่าน เจดีย์สามองค์จรด จ.ระนอง แลเห็นชายแดนไทยพม่า ที่มีธงชาติของบ้านพี่เมืองน้อง (ไทย-สหภาพพม่า) โบกสะบัดอยู่ลิบๆ แสงดาวที่ส่องสกาวสุกสดใสนับหมื่นดวง ต่างเปล่งแสงท้าทายสายตาให้จ้องมองจนเวลาล่วงเป็นวันใหม่ กับหนทาง 399 โค้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนสถิตอยู่ที่ "ต.ปิล๊อก" ตำบลเล็กๆ ใน อ.ทองผาภูมิ ของจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสงครามมาก่อน ที่มาที่ไปของคำว่า "ปิล๊อก" มีหลายทาง แต่ไกด์ที่รับหน้าที่พาชมตำนานเหมืองแร่เก่าเฉลยว่า ด้วยบริเวณดังกล่าวมีการล้มตายจากการเข่นฆ่า และไข้ป่าอย่างมาลาเรีย ทำให้หลายคนหวาดกลัวและบ่งชี้ว่าสถานที่นี้มี "ผีหลอก" แต่ด้วยสำเนียงที่ผิดเพี้ยนของชาวพม่าที่พูดคำว่าผีหลอกไม่ชัด (เหมือนโฆษณาครีมถนอมผิวที่เด็กชาวเขาร้องว่าผีหลอกๆ ที่แท้ผิวลอก) จึงกลายเป็น "ปิล๊อก" ไปในที่สุด ในอดีตเมื่อราวๆ เกือบ 50 ปีก่อน "ปิล๊อก" เป็นสถานที่ทำเหมืองแร่ดีบุกและแร่วุลแฟรมที่รุ่งเรืองมาก จนกลายเป็นแหล่งการค้าและการขายแรงงานขนาดย่อม แต่เมื่อมีรุ่งก็ต้องมีดับ ราว พ.ศ.2527 ความไม่คุ้มทุนในการทำธุรกิจเริ่มก่อเกิด และหากดันทุรังทำต่อไปก็มีแต่จะสูญเปล่า เหมืองแห่งนี้จึงต้องปิดตัวลงในปี 2529 และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันงดงามตระการตา ที่อยู่ในเขต อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แทน โดยในปีหน้า 2551 จะมีการทำพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ปิล๊อกที่บริเวณเนินช้างศึกอันเป็นที่ตั้ง เหมืองเก่า และยังคงมีร่องรอยของการขุดเหมือง และอุโมงค์เหมืองแร่ให้เห็นถึงทุกวันนี้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับปิล๊อกก็คือ การพักแรมค้างคืนที่เนินกูดดอยและเนินช้างเผือก มีทั้งแบบบ้านพัก และกางเต็นท์นอน แต่อย่างหลังจะให้ความรู้สึกผ่อนหลายและสัมผัสธรรมชาติได้มากกว่า เพราะเมื่อตกดึกการหุงหาอาหารจะให้บรรยากาศคล้ายๆ กับการพักแรมเมื่อครั้งเข้าค่ายลูกเสือตอนวัยเยาว์ การหุงหาอาหารต้องทำเอง บางกลุ่มก็ทำกับข้าว บางกลุ่มก็ย่างบาร์บีคิวกินอย่างเอร็ดอร่อย พอตกดึกได้ที่แสงสว่างจ้าของดวงอาทิตย์ลับตา ดาวดวงน้อยนับหมื่นนับล้านดวงก็ค่อยๆ ทยอยขึ้นสู่ฟากฟ้าที่ทาทับด้วยสีดำสนิท มีเพียงแสงจากดาว พระจันทร์ และสายลมกระโชกแรงหนาวถึงขั้วหัวใจเท่านั้น ที่สร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนกลายเป็นคืนแห่งความสุข แม้จะไร้แสงไฟจากชุมเมือง อีกสิ่งที่ปิล๊อกทำให้จิตใจผ่อนคลายจากความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดีก็คือ การเดินเท้าขึ้นดอยกว่า 100 เมตร ไปชมพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าที่ดอยต่องปะแล โดยระยะทางห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตร ระยะเพียง 100 เมตรที่ว่า บางคนอาจมองเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็ทำให้หอบและเสียเหงื่อได้เช่นกัน แต่เมื่อถึงยอดเขาภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ความเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง เวิ้งภูเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกบางตา สลับด้วยทิวเขาไล่สี จากสีเขียวอ่อน เขียวเข้ม น้ำเงิน จนลับขอบฟ้าเป็นน้ำเงินผสมหมอกขาว ตัดกับสีแสดของแสงพระอาทิตย์ที่ทอแสงประกายสุดท้ายก่อนจะลับหาย จิตใจสงบนิ่งเพื่อซึมซาบความงามที่เห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถ้ามาปิล๊อกแล้วไม่พูดถึง น้ำตกจ๊อกกระดิ่น ที่อยู่ห่างจากอุทยานฯ เพียง 5 ก.ม. ก็คงเสียเที่ยว "จ๊อกกระดิ่น" เป็นภาษาถิ่นที่แปลได้ว่า น้ำไหลจากหน้าผาสู่ลานหิน (ความสูงประมาณ 30 เมตร) ความสวยงามของสายธารเล็กๆ นี้ อยู่ที่สีของน้ำที่มีทั้งครามและเขียวอ่อน พร้อมด้วยเนินทรายสีนวล เสมือนสระน้ำอันวิจิตรในป่าหิมพานต์ให้ผู้ที่ใช้ความอุตสาหะก้าวย่างมาถึง ได้สัมผัสกับสายน้ำเย็นและทัศนียภาพของป่าที่โอบอุ้ม การเดินทางในทริปนี้สิ้นสุดลงที่บ้านอีต่อง หมู่บ้านสุดท้ายสุดชายแดนไทย แต่ไม่ได้กันดารอย่างที่คิด ความเจริญเริ่มรุดเข้ามาทำให้วิถีชีวิตอันสงบเงียบต้องแปรเปลี่ยนไป ที่แวะพักชมวิวของบ้านอีต่องคือ เนินเสาธง ที่มีธงไตรรงค์ของไทยและผืนธงของพม่าสะบัดล้อลมเคียงคู่กันที่จุดประสาน สัมพันธ์ไมตรีนิจนิรันดร์ ถ้าวันไหนอากาศปลอดโปร่งจะสามารถเห็นเวิ้งทะเลอันดามันในฝั่งพม่าที่อยู่เลยไปเพียง 50 กม. เท่านั้น

Read More

เที่ยวเมืองไทยสบายใจกว่า...

แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม ยกตัวอย่างที่ภาคใต้ของประเทศจะมีทั้งธรรมชาติที่สวยงามและเยี่มชมวิถีชีวิตของชาวทะเล ภาคใต้มีทั้งภูเขาและทะเล ส่วนใหญ่แล้วนักท่องเที่ยวจะเป็นชาวต่างชาติ

Read More